เรียนรู้ภาษาอังกฤษกับหนังอเมริกันสุดคลาสสิค (Part 2/2)

เรียนรู้ภาษาอังกฤษกับหนังอเมริกันสุดคลาสสิค (Part 2/2) | Y-Hub

ลังจากได้แนะนำเคล็ดลับในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในการดูหนัง10 ข้อ จากในคราวที่แล้ว หากเพื่อนๆคนไหนยังไม่ได้อ่านสามารถกลับไปอ่านได้ที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษกับหนังอเมริกาสุดคลาสสิค (Part 1/2)

ในวันนี้ Y-hub จะมาแนะนำเพื่อนๆ ถึงหนังอเมริกันสุดคลาสสิกจำนวน 5 เรื่องที่จะทำให้ได้รับความสนุกสนานจากการชมแล้ว ยังได้เรียนรู้ประโยค คำศัพท์ใหม่ๆเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ถ้าเพื่อนๆพร้อมแล้วเราไปดูกันเลย

1. ภาพยนตร์เรื่อง The social Network (2010)

เป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวเบื้องหลังของการก่อตั้ง Facebook โดยพูดถึง Mark Zuckerberg นักเรียนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ที่ต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบการสื่อสารให้ทันสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องหนังยังได้เล่าถึงความสำเร็จและการมีชื่อเสียงของเขาอีกด้วย

นอกจากนี้หนังภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำเสนอในอีกแง่มุมของ Mark ให้เราได้เห็นอีกด้วย เช่น เพื่อนๆของเขาและคนที่เขาสนิทต้องการให้เขาไม่ประสบความสำเร็จและพบกับความล้มเหลว การแสดงให้เห็นว่าทำไม Mark ถึงมีเพื่อนน้อยมาก รวมทั้งการโดนเรียกขึ้นศาลหลายครั้ง รวมถึงการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ตั้งคำถามว่า Mask เป็นผู้ก่อตั้ง Facebook จริงๆหรือไม่

ทำไมเราถึงต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากหนังเรื่องนี้ : เพราะได้รับรางวัลภาพยนตร์ ซึ่งถูกเขียนโดย Aaron Sorkin ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการดำเนินเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติและสนุก ซึ่งง่ายต่อการดูและติดตามเนื้อเรื่อง ซึ่งโดยส่วนหนึ่งทุกๆคนก็รู้จัก Facebook อยู่แล้วจึงไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ รวมทั้งในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังให้คำศัพท์เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี และเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ (Social network)

คำยอดฮิตจากหนัง “I invited Facebook!”

 

2. ภาพยนตร์เรื่อง The Hangover (2009)

ภาพยนตร์ที่บอกเล่าถึงเพื่อนสนิทสี่คน ได้เดินทางไป Las Vegas เพื่อจัดงานปาร์ตี้สละโสด 2 – 3วัน ก่อนที่เพื่อนในกลุ่มจะแต่งงาน โดยในหนังจะพาเราไปพบกับการผจญภัยที่อันตราย และปัญหามากมายของพวกเขา ซึ่งนำไปสู่ความไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะยังสามารถกลับไปทันงานแต่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่

ทำไมเราถึงต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากหนังเรื่องนี้ : เพราะว่าเป็นหนังที่ตลกขบขัน และดึงดูดให้เรารู้สึกสนใจตลอดทั้งเรื่อง เนื้อหาที่แสดงท่าทางการพูดที่เข้าใจได้ง่ายและชัดเจน และในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังใช้คำพูดที่เป็นภาษาพูด (Slang) ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะภาษาพูดของคนอเมริกา เช่น “stag party” = “ปาร์ตี้สละโสด” และ “all -nighter” = “staying uo all night without sleep” เป็นต้น

คำยอดฮิตจากหนัง “What happens in Vegas stays in Vegas”

 

 3. ภาพยนตร์เรื่อง The Hunger Games (2012)

เป็นหนังที่เกี่ยวข้องกับโลกในอนาคตและได้พูดถึงเขตปกครองที่ชื่อว่า “พาเน็ม” (panem) ซึ่งในทุกๆปีจะต้องส่งคนสองคนซึ่งถูกคัดเลือกในแต่ละเขตให้เข้าร่วมสู้ใน Hunger Game ซึ่งในหนังจะเป็นการเล่าถึงชีวิตของ Katniss เด็กสาวอายุ 16 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนจากเขต 12 ตั้งแต่การฝึกอบรมจนกระทั่งการถูกจับเข้าไปให้แข่งขัน ใน Hunger game ครั้งที่ 74

ทำไมเราถึงต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากหนังเรื่องนี้ : เป็นหนังที่เข้าใจในเนื้่อเรื่องโดยง่าย ถึงแม้ว่าเราจะตามไม่ทันในบางครั้ง หรือในช่วงขณะที่หนังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก็ยังสามารถเข้าใจการดำเนินเรื่องได้ง่าย นอกจากนี้เพราะสำเนียงการพูดเป็นอเมริกาแท้ๆ (north american) ซึ่งทำให้สามารถเข้าใจความหมายขของตัวละครที่กำลังพูด ไม่เหมือนกับหนังแนววิทยาศาสตร์อื่นๆ (sci – fi) หรือหนังแนวอนาคต (futuristic movies) ที่มีเนื้อหาค่อนข้างซับซ้อน นอกจากนี้ยังเป็นหนังที่มีฉากต่อสู้ที่ตื่นตาตื่นใจ  และความหลากหลายอารมณ์ เช่น ความตื่นเต้น ซาบซึ้ง ตลก สนุกสนาน และการจินตนาการ จึงทำให้หนังเป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก 

คำยอดฮิตจากหนัง : “Here’s some advice, stay alive!”

 

 4. ภาพยนตร์เรื่อง Toy story (1995)

เป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่น ที่เล่าถึงเรื่องราวของเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อ Andy ซึ่งเขาจะชอบเล่นตุ๊กตามาก ซึ่งหนึ่งในตุ๊กตาที่เขาชื่นชอบมากที่สุดคือ Woody แต่ที่น่ามหัศจรรย์คือเมื่อไหร่ที่ Andy ไม่อยู่ตุ๊กตาทุกตัวจะมีชีวิตขึ้นมา แล้ววันหนึ่งแม่ของ Andy ก็ได้ซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Buzz Lightyear ซึ่งกลายเป็นตุ๊กตาที่ Andy ชอบมากพอๆกับ Woody เพราะฉะนั้นจึงทำให้ Woody รู้สึกเจ็บปวดและอิจฉา จึงทำให้ Woody คิดที่จะกำจัด Buzz ออกไปจากการเป็นตุ๊กตาตัวโปรดของ Andy แต่แล้วเนื้อเรื่องกลับพผลิกผันทำให้ทั้งสองคนต้องมาต่อสู้ ช่วยเหลือกันในการทำภารกิจบางอย่าง ซึ่งในเรื่องนี้เราจะได้พบกับการผจญภัย การต่อสู้ และเสียงหัวเราะไปพร้อมๆกัน

ทำไมเราถึงต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากหนังเรื่องนี้ : ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถูกเขียนสร้างขึ้นมาเพื่อโดยมีจุดประสงค์ให้กับเพื่อดึงดูดเด็กๆเป็นส่วนใหญ่ได้ดู นั่นก็หมายความว่าเนื้อเรื่องและไวยากรณ์ภายในหนังนั้นไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้คนที่ดูจะเป็นเด็กๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่จะดูไม่ได้เพราะผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ ก็ได้ใส่อารมณ์ความเป็นผู้ใหญ่ลงไปในหนังผ่านตัวละครเช่นกัน

คำยอดฮิตจากหนัง : “Woody to Buzz Lightyear : This town ain’t big enough for the two of us”

 

5. ภาพยนตร์เรื่อง (500) Days of Summer (2009)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ไม่ใช่หนังรักทั่วไปในแบบที่คุณคิด เมื่อวันที่ 8 มกราคมในปีหนึ่ง สถาปนิกหนุ่มคนหนึ่งชื่อ Tom Hansen ได้พบกับ Summer Finn เขาแทบจะตกหลุมรักเธอทันทีที่ได้เห็น โดยหลังจากนั้นตลอดระยะเวลากว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมาพวกเขาทั้งคู่ก็ใช้เวลาร่วมกัน ถึงแม้ว่า Summer จะบอกว่าเธอไม่เชื่อในรักก็ตาม แต่ยิ่งทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนานเท่าไหร่ Summer ก็ยังไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกับ Tom และทั้งคู่ก๋แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง จนกระทั่งผ่านไป 2-3 ปี เขาทั้งคู่ก็กลับมาเจอกันอีกครั้ง และ Summer ก็ได้บอกกับ Tom ถึงผู้ชายที่เธอชอบ และเธอก็ได้พบเขาคนนั้นแล้ว 

ทำไมถึงต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากหนังเรื่องนี้ : เป็นการใช้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐาน  โดยเป็นการเล่าเรื่องในมุมมองของคนคนเดียวตลอดทั้งเรื่อง ทำให้สามารถเข้าใจและติดตามเนื้อเรื่องได้ง่าย ซึ่งการที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังรักในแบบที่เราเคยเข้าใจ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกสนใจตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง

คำยอดฮิตจากหนัง : Tom : “Either she’sman evil’ emotionless miserable human being, or…she’s a robot”

นี่ก็เป็นตัวอย่างภาพยนตร์หนังบางส่วนที่เราได้นำมาแนะนำเพื่อนๆ ให้ได้ลองไปดูเพื่อฝึกการฟังและการพูดภาษาอังกฤษ หากเพื่อนๆมีหนังที่อยากจะแนะนำก็ลงไปในลิ้งได้เลยนะ

เรียนรู้ภาษาอังกฤษกับหนังอเมริกาสุดคลาสสิคเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.fluentu.com/blog/english/learn-english-movies-films-modern-american-classics/

Related Posts